รายชื่อนักเตะ

11 ตัวจริง: อลิสสัน, อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, มาติป, ฟาน ไดจ์ค, โรเบิร์ตสัน, ฟาบินโญ่, มิลเนอร์, เฮนเดอร์สัน ©, มาเน่, ชากิรี และโอริกี

สำรอง: มินโญเลต์, ไวจ์นัลดุม, ลอฟเรน, โกเมซ, สเตอร์ริดจ์, บริวสเตอร์ และวู้ดเบิร์น

Team News อัพเดตก่อนเกม: คล็อปป์เปลี่ยนแปลงทีม 4 ตำแหน่งในเกมเลกสอง รอบรองชนะเลิศ แชมเปียนส์ลีก กับบาร์เซโลน่าที่แอนฟิลด์ หลังจากที่เฟอร์มิโน่ และซาลาห์ ไม่สามารถลงได้ คล็อปป์จึงส่งชากิรี และโอริกี ลงมาเป็นตัวจริงแทน เคียงคู่ในแดนหน้ากับมาเน่ ส่วนมิลเนอร์กลับมาทำหน้าที่ในแดนกลาง รวมทั้งมาติปที่กลับมาประจำการในแผงหลัง

นอกจากนี้ บริวสเตอร์ และวู้ดเบิร์น สองนักเตะดาวรุ่ง มีชื่อในม้านั่งสำรอง ส่วนอ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน มีอาการตึงที่กล้ามเนื้อเล็กน้อย จึงไม่มีชื่อในนัดนี้เพราะต้องการปลอดภัยไว้ก่อน

จังหวะสำคัญในเกม

  • นาที  7 โอริกียิงให้ลิเวอร์พูลนำ 1-0
  • นาที 54 ไวจ์นัลดุมยิงให้ลิเวอร์พูลนำ 2-0
  • นาที 56 ไวจ์นัลดุมโหม่งให้ลิเวอร์พูลนำ 3-0
  • นาที 79 โอริกียิงให้ลิเวอร์พูลนำ 4-0

เกมในครึ่งแรก

ลิเวอร์พูลลงเล่นเกมเลกที่สอง รอบรองชนะเลิศแชมเปียนส์ลีก ที่แอนฟิลด์ ด้วยงานหนัก หลังเป็นฝ่ายตามถึง 0-3 จากเกมนัดแรกที่คัมป์ นู แต่เสียงเชียร์ในแอนฟิลด์วันนี้ก็กึกก้องเหมือนเกมเหย้าที่ผ่านมา

และในนาทีแรกของเกม เฮนเดอร์สันเกือบได้โอกาสเข้าฮอร์ส แต่ถูกสกัดบอลไปก่อน และมีจังหวะระหว่างเมสซี่และโรเบิร์ตสันเล็กน้อยก่อนเตะมุม แต่กรรมการเข้ามาเคลียร์

จากนั้นในนาที 6 ลิเวอร์พูลได้เตะมุมอีกครั้ง แต่ถูกสกัดออกไป และจากนั้นในนาที 7 เมื่อมาเน่ตัดบอลได้ และจ่ายให้เฮนเดอร์สันได้ยิง และถูกปัด แต่โอริกี้เข้ามาซ้ำเข้าไปให้ลิเวอร์พูลนำอย่างรวดเร็ว 1-0

จากนั้นลิเวอร์พูลได้โอกาสสองครั้ง คือจังหวะที่โอริกีไล่บอลแต่ประตูทีมเยือนออกมาในนาที 10 มาเน่ล้มลงในกรอบ แต่กรรมการไม่ให้เป็นจุดโทษ

หลังจากลิเวอร์พูลโหมบุกตั้งแต่เริ่มเกม ทางทีมเยือนได้โอกาสวางบอลยาวบ้าง และเมสซี่ได้ยิงในนาที 14 แต่อลิสสันปัดได้ และจังหวะเตะมุมหลังจากนั้นไม่อันตราย กองหลังช่วยกันเตะโด่งเคลียร์ออกไป ก่อนที่นาที 16 บาร์ซ่าจะทำเกมขึ้นมาใหม่ และได้จ่ายบอลโล่งๆ ในกรอบ แต่สุดท้ายฟาน ไดจ์ค เข้ามาสกัดไว้ ก่อนที่ในนาที 18 อลิสสันจะปัดลูกยิงของคูตินโญ่ไว้ได้ รวมทั้งในจังหวะต่อมาที่เมสซี่ได้ยิงเร็ว แต่ไม่เข้ากรอบ

โรเบิร์ตสันได้ยิงเต็มแรง แต่ผู้รักษาประตูทีมเยือนพุ่งเซฟในนาที 23 ก่อนที่นาทีที่ 25 โรเบิร์ตสันจะเข้ามาสกัดจังหวะสุดท้ายก่อนที่ซัวเรซจะได้บอล

เกมหยุดชั่วคราวในนาที 26 มื่อสองนักเตะบาร์ซาชนกันเอง และล้มลงไปเจ็บ และหลังจากนั้น เฮนเดอร์สันเจ็บในนาที 32 แต่กลับมาลงสนามได้

ในขณะที่มิลเนอร์ผ่านบอลขึ้นหน้าหมายให้มาเน่ แต่มาเน่ถูกปะทะล้มลงในนาที 35 แต่กรรมการไม่ให้เป็นจังหวะฟาวล์ หลังจากนั้นมิลเนอร์ถูกชนล้มลงในนาที 36 จากนั้นในนาที 39 โรเบิร์ตสันเจ็บ แพทย์ต้องเข้ามาดูอาการก่อนที่จะลงเล่นได้ต่อ

ลิเวอร์พูลยังคงบุกหนักในนาที 42 และโรเบิร์ตสันได้ตั้งป้อมยิงไกล แต่ถูกสกัดบอลแฉลบวิดัลออกหลัง ลิเวอร์พูลได้เตะมุม แต่ไม่มีจังหวะจบ

กรรมการทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก 4 นาที ก่อนที่บุสเกตส์จะได้รับใบเหลืองจากการเข้าชนฟาบินโญ่ และจากนั้นในนาที 45+2 เมสซีได้ยิง แต่ยังคงเฉียดโคนเสาออกไป ก่อนที่อลิสสันจะออกมาเซฟในจังหวะหลุดเดี่ยวของอัลบาไว้ได้ในช่วงไม่กี่วินาทีก่อนจบพักครึ่ง

เกมในครึ่งหลัง

คล็อปป์ส่งไวจ์นัลดุมลงมาแทนโรเบิร์ตสันที่ได้รับบาดเจ็บจากครึ่งแรก โดยขยับมิลเนอร์ลงไปเล่นแบ็กซ้าย และในนาที 48 โอริกีได้โหม่ง แต่ถูกสกัดออกมา

มาเน่เกือบได้โอกาสหลุดเดี่ยวในนาที 50 แต่ถูกจิ้มบอลออกหลังไป ก่อนที่จากจังหวะเตะมุม ฟาน ไดจ์ค จะได้ตวัดยิงแต่ถูกปัดไว้ได้ ในขณะเดียวกันอลิสสันก็ช่วยเซฟไว้ได้อีกครั้ง

ลิเวอร์พูลมาได้ประตูที่สองในนาที 54 เมื่อไวจ์นัลดุมได้บอลในกรอบก่อนยิงเข้าไปให้ทีมนำ 2-0 ก่อนที่จะมาได้ประตูในนาที 56 เมื่อชากิรีโยนเข้ามาให้กองหลางรายนี้โหม่งเข้าไปอย่างสวยงาม นำ 3-0 ตอนนี้สกอร์รวมกลับมาเท่ากันที่ 3-3

ลิเวอร์พูลมาได้ฟรีคิกในนาที 63 เทรนต์เปิด แต่ถูกราคิติชโหม่งออกมา

มาติปเสียฟรีคิกในนาที 66 เมสซีรับหน้าที่ยิงแต่ติดกำแพงและออกหลังไป ได้เตะมุมต่อ และจากจังหวะที่เมสซีได้บอลที่ป้ายย้อนเข้ามา อลิสสันปัดลูกยิงไว้ได้จากเสาแรก

จากจังหวะครอสของมิลเนอร์ที่เข้ามาในกรอบของทีมเยือน แรงไปนิดเดียว โอริกีเข้าไม่ถึงในนาที 70

ลิเวอร์พูลได้เตะมุมในนาที 79 ก่อนที่โอริกีจะเข้าไปยิงบอลที่เทรนต์ลักจังหวะจ่ายเข้าไปให้โอริกียิงสวนไปอย่างสวยงามให้ลิเวอร์พูลนำ 4-0

นาที 82 ลิเวอร์พูลได้ฟรีคิก แต่โอริกีล้มลงไปเจ็บ เกมหยุดชั่วคราว คล็อปป์เปลี่ยนโอริกีออก ให้โกเมซลงมาแทน จากนั้นในนาที 86 ชากิรีได้โหม่ง แต่โด่งออกไป แต่ฟาน ไดจ์ค ล้มลงไปเจ็บจากการปะทะ

ในช่วงนาที 89 บาร์เซโลน่าทำเกมบุกขึ้นมามากขึ้น แต่ไม่มีจังหวะได้จบ และในนาที 90 สเตอร์ริดจ์ลงมาแทนชากิรี

กรรมการทดเวลาบาดเจ็บครึ่งหลัง 5 นาที

แต่ในช่วงนาทีแรกของการต่อเวลา มาเน่ได้บอลขึ้นหน้า ก่อนที่เฮนเดอร์สันจะจ่ายกลับไปให้มาเน่ล้ำหน้าเพียงนิดเดียว

แฟนๆ ในแอนฟิลด์ยังคงส่งเสียงกดดันทีมเยือนทุกครั้งที่ทำเกมบุก และในจังหวะโต้กลับ ฟาบินโญ่ตัดบอลได้กลางสนาม และถูกทำฟาวล์ ลิเวอร์พูลได้บุกในนาที 90+4 และมิลเนอร์ถูกทำฟาวล์ขณะพาบอลขึ้นหน้าไปที่มุมธง ลิเวอร์พูลได้ฟรีคิกและพยายามครองบอลก่อนกรรมการเป่าหมดเวลา ลิเวอร์พูลเข้ารอบได้สำเร็จ!!!!!